มอหินขาว ฝูงหินยักษ์โบราณ
ความเดิมตอนที่แล้ว:
ขับรถ jazz ขึ้นมาจากตัวเมืองชัยภูมิ มาเที่ยวที่มอหินขาว ตาม review ที่search หาจาก google บอกว่าเส้นทางขรุขระ ถ้าจะเอารถเก๋งไป ต้องใจเย็น และใจกล้า แต่ปรากฏว่า เส้นทางไม่ได้แย่อย่างที่คิด เนื่องจากเมื่อเดือนที่แล้ว อบจ. เพิ่งมาทำทางให้ใหม่ ตอนนี้มาเที่ยวต่อในพื้นที่กันเต๊อะ…
ซิ่งทำเวลามาสุดความสามารถเพื่อให้ทันตอนพระอาทิตย์ตก แต่ก็ยังไปเที่ยวเล่นไม่ได้ ต้องไปจัดการเรื่องที่นอนให้เรียบร้อยซะก่อน กะกันว่าจะกางเต็นท์นอน ถ้าไปเดินเล่นก่อน ต้องกลับมากางเต็นท์ตอนมืดๆ คงไม่สนุกแน่ๆ เลยจำใจขับรถเลยหินกองแรก ที่เป็นเสาหิน 5 แท่ง ไปติดต่อส่วนบริการนักท่องเที่ยว
ที่นี่กางเต็นท์ฟรี!!! ประหยัดเงินอย่างไม่คาดฝัน ลานกางเต็นท์ มีสองจุดใหญ่ๆ ด้านขวามือของศาลา(อาคาร)หน่วยพิทักษ์ฯ ชั่วคราว จะใกล้ห้องอาบน้ำและร้านอาหาร กับทางด้านซ้ายมือของอาคาร ซึ่งจะมีห้องน้ำแบบเคลื่อนที่อยู่ใกล้ๆ แต่ไม่สามารถอาบน้ำได้ (หรือ…สามารถสำหรับบางคน? แต่เราไม่สามารถ) ลานกางเต็นท์ด้านนี้ จะติดกับวิวหุบเขาด้านทิศตะวันออก ตอนเช้าๆ จะสวยมากๆ เราเลือกกางกันตรงด้านนี้ล่ะ


กางเต็นท์เสร็จ มั่นใจว่ามีที่นอนเรียบร้อย ไม่อยู่ใกล้รังมด ก็เริ่มออกสำรวจบริเวณ พื้นที่ส่วนบริการนักท่องเที่ยวตรงนี้ มีร้านอาหารพร้อม ร้านอาหารให้บริการถึงประมาณ 3-4 ทุ่ม (ตามข้อมูลของคุณพี่เจ้าหน้าที่) ทั้งบริเวณมอหินขาว ไม่มีไฟประดับทำหินเรือง ไม่เหมือนในโฆษณาพี่เบิร์ด ถ้ามาตอนกลางคืนจะเห็นแต่ก้อนหินทะมึน แต่ก็ทำให้นอนดูดาวได้อย่างเต็มที่ ส่วนบริการมีไฟปั่นให้ตั้งแต่ประมาณทุ่มนึงจนถึงสามทุ่ม ถ้าไม่อยากอาบน้ำด้วยแสงเทียน หรือแสงไฟฉาย ควรจะทำธุระให้เสร็จแต่หัวค่ำ ที่จริงแล้ว ถ้าอยากอาบน้ำอย่างสบายใจ ควรจะรีบไปอาบให้เร็ว เพราะเข้าใจว่าน้ำมีให้ใช้จำกัด หมุนก๊อกเท่าไหร่ก็ไม่มีน้ำไหลออกมา ถ้าอาบช้าน้ำอาจจะต้องขูดก้นตุ่มอาบ คนอาบแรกๆ อย่าลืมอาบแบบประหยัดๆ เผื่อชาวบ้านคนต่อไปด้วยน้า

กองหินที่นี่แยกเป็นสามกลุ่มหลัก กลุ่มที่1 คือ”เสาหิน 5 แท่ง” ถ้าวิ่งตามเส้นถนนมาเรื่อยๆ จะเจอส่วนบริการนักท่องเที่ยวอยู่ทางขวามือ จากนั้นตรงต่อขึ้นเขาไปจะไปสู่กองหินกลุ่มที่ 2 “หินเจดีย์”และ”หินโขลงช้าง” และกลุ่มที่ 3 “หินต้นไทร” ตามลำดับ ขับรถเลยไปอีกนิด ก็จะไปสุดทางที่ลานจอดรถกว้างๆ แล้วก็เดินเท้าขึ้นเขาไปนิ้ดเดียวก็จะถึงผาหัวนาค ซึ่งเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยมากๆ เดิมทีถนนที่เชื่อมหินกลุ่มที่สองและสาม เป็นถนนลูกรังลำบากเกินรถเก๋งธรรมดา แต่ตอนนี้ถนนทั้งบริเวณสะดวกแล้ว (ไม่คอนเฟิร์มสำหรับช่วงหน้าฝนนะ)

เริ่มต้นที่ผาหัวนาค พระอาทิตย์กำลังทำมุมต่ำ แดดก็ไม่ร้อน ที่หน้าผานี้ มีหินยื่นเป็นเสี้ยวๆ ยื่นแหลมออกไปหลายเสี้ยว ใครใจกล้าหน่อยก็ค่อยๆ กระดึ๊บไต่ไปโพสท่าได้ ตรงนี้นั่งเพลินๆ อาจจะหลับได้ เพราะลมพัดดีเหลือเกิน เหงื่อที่เยิ้มเมื่อตอนกางเต็นท์ก็เริ่มแห้ง วิวก็สวย มัวแต่เป็นนางแบบให้คุณแฟน เกือบลืมถ่ายรูปของตัวเองเลย


นั่งกันเพลินๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า แสงส้มๆ อาบหินน่าจะสวยมาก เลยตัดใจจากผาหัวนาคกลับขึ้นรถ ขับกลับมาที่จุดถัดไป “หินต้นไทร” ตรงนี้เป็นหินก้อนใหญ่ๆ สองก้อนเป็นหลัก ด้านหลังของก้อนทางซ้ายมือมีต้นไทร ขึ้นแทรกระหว่างซอกหิน ต้นไทรใหญ่ให้เงาคลุมทั้งบริเวณ ตอนนี้แสงส้มอาบทั่วบริเวณ ใบต้นไทรที่ร่วงอยู่ตามพื้นก็สะท้อนแสงเป็นประกายเหลือง เหมือนเอาแผ่นทองมาโรยทิ้งไว้


กดรูปกันเต็มที่แล้ว ก็ตัดสินใจขึ้นรถวิ่งกลับไปที่หินกลุ่มแรกดีกว่า ขอ skip ข้ามกลุ่มที่ 2 ไปเช้าวันพรุ่งนี้ หินกลุ่มแรก มีเสาหิน 5 แท่ง เป็นตัวชูโรง หินแต่ละแท่งมีชื่อเรียกพร้อมสรรพคุณในการกราบไหว้บูชาต่างกันไป เราคิดว่าคงเป็นกุศโลบาย สร้างให้หินศักดิ์สิทธิ คนจะได้ไม่ไปปีนเล่น รอบๆ บริเวณนี้ มีต้นว่านออกดอกสีชมพูสวย (เดาด้วยตัวเองว่าเป็นว่านรางนาก) ขึ้นอยู่เต็มไปหมด ยิ่งเพิ่มความขลังให้สถานที่ขึ้นไปอีก (ความเชื่อโบราณว่าไว้ว่า ว่านเป็นไม้มงคล แต่ละชนิดมีอิทธิฤทธิ์ต่างกันไป) แต่ที่จริงแล้วถึงจะไม่มีแผ่นป้ายสรรพคุณของแท่งหิน พอลองได้มายืนเงียบๆ ท่ามกลางหินโบราณ 175 ล้านปีซักพัก ความขลังของอายุหินมันก็ซึมแผ่ออกมาทับเราอยู่ดี


เดินถ่ายรูปกันจนแสงหมด ก็กลับไปที่พัก กินข้าว อาบน้ำ นอน สำหรับคนนอนเต็นท์เป็นประจำก็คงจะไม่พลาดพกเทียนไข หรือตะเกียง หรืออุปกรณ์จุดไฟ ติดตัวมาด้วย แต่นักท่องเที่ยวไฮโซอย่างเรา (-_-”) พกมาแต่ไฟฉาย ทำให้ต้องนั่งกินข้าวมืดๆ ข้างเต็นท์ ถ้าไม่ขี้เกียจคงจะเดินไปกินตรงที่เค้าปั่นไฟให้ แต่ขี้เกียจ เลยนั่งตรงวงแคมป์ไฟ ที่ไม่มีไฟ แล้วก็อาศัยไฟลิบๆ จากห้องน้ำส่องอาหาร ตื่นเช้ามาโรงอาหารของเราโดนยึดด้วยหมาน้อย ที่จริงเมื่อคืนก็ไม่ได้หนาวเท่าไหร่ แต่กองขี้เถ้ากับก้อนหินคงจะอุ่นและนุ่มกว่าไปนอนบนพื้นแห้งๆ คุณหมาเลยนอนซะท่าทางสบาย แปรงฟันเสร็จแล้วตัดสินใจกลับไปที่เสาหินกันอีกที เมื่อวานแสงเกือบจะหมด ทำให้ถ่ายรูปออกมาไม่ค่อยสวย ขอลองใหม่ตอนเช้าอีกทีดีกว่า



ย้ายไปดูกองหินกลุ่มสุดท้าย ที่ข้ามไปข้ามมา ไม่ได้แวะซักที กลุ่มที่ 2 นี้มีหินเจดีย์ ซึ่งเป็นรูปแหลมๆ ทรงสูง กับหินโขลงช้าง ซึ่งเป็นทรงตันๆ กว้างๆ ที่น่าสนใจที่สุดของหินกลุ่มนี้ เห็นจะเป็น “ที่เบิร์ดนั่ง” กับ “ที่เบิร์ดดูดาว” !!!! มันน่าสนใจขนาดต้องทำป้ายถาวรขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!!!!!! (ตอนเห็นแว๊บแรก นึกว่าอ่านป้ายผิด -_-” )


ถ่ายหินจนเบื่อแล้ว ก้มมองที่พื้นหญ้ารอบตัว ดอกหญ้าแถวนี้หน้าตาน่ารักมาก เหมือนกล้วยไม้จิ๋ว แมลงสีน่ารักๆ ก็มีให้เห็นประปราย ว่าแล้วก็เปลี่ยนโหมดดีกว่า


ได้เวลากลับแล้วล่ะ เก็บของ ถอนเต็นท์ ขับรถออกตามเส้นทางเดิมที่เข้ามา เห็นป้ายร้านไฟป่ากาแฟสดตั้งแต่ขามาแล้ว แต่ตอนนั้นรีบเข้ามาให้ทันพระอาทิตย์ตกเลยไม่ได้แวะ ขอแวะชิมกาแฟสดตรงนี้ซะหน่อย ที่นี่เป็นสถานีควบคุมไฟป่าค่ะ เปิดร้านกาแฟไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมา พี่เจ้าของร้านชวนคุยสนุกเชียว ถ้าใครขับผ่านมาอย่าลืมแวะกินซักแก้วนะคะ

ไหนๆ ก็แวะรายทางแล้ว แวะเที่ยวน้ำตกตาดโตนอีกซักนิด ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ ถึงจะเป็นหน้าแล้ง แต่ว่าน้ำก็ยังเต็มอยู่ แถมบรรยากาศก็ร่มรื่น เหมาะกับนั่งเล่นชิวๆ จริงๆ นั่งเพลินๆ ก็ได้เวลาเปลี่ยนโหมดอีกแล้ว แมลงก็แถวนี้น่าตาดีเหมือนกัน


ตอนที่รอคุณแฟนเดินไปถ่ายรูปน้ำตก อยู่ดีๆ ก็มีแมงมุมโดดเข้ามาเกาะแขน ปัดยังไงก็ยังพยายามโดดกลับมาเกาะเราอีก ในเมื่อไม่ยอมหนีงั้นก็มาเป็นเป้าซะเลย


จบตอนชัยภูมิอย่างสมบูรณ์แบบซะที ขอจบด้วยรูป macro อีกสองรูปที่น้ำตกตาดโตนปิดท้ายละกันค่า ^^


ปล. ใครอยากได้แผนที่บริเวณมอหินขาว แบบขยายใหญ่ จิ้มได้ ที่นี่
